10 เทคนิคที่ช่วยให้ Developer ใช้ Git ได้เก่งขึ้น

07-ม.ค.-26

คัมภีร์เทพ IT

Git เป็นเครื่องมือที่ Developer ใช้งานอยู่ทุกวัน แม้มันจะช่วยให้ทำงานลื่นไหล แต่บางครั้งก็สร้างความวุ่นวายได้เช่นกัน บทความนี้จังได้รวบรวม 10 เทคนิคที่ช่วยให้ Developer ใช้ Git ทำงานได้เก่งขึ้น ไม่ว่าจะจัดการ Code ได้มั่นใจขึ้น ลดความผิดพลาด และทำงานร่วมกับทีมได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

1. ใช้ git stash ได้เหมือน Time Machine

เชื่อว่า Developer แทบทุกคน น่าจะเคยเจอกับสถานการณ์ที่ “กำลังแก้ Code อยู่ แต่จำเป็นต้องสลับ Branch เดี๋ยวนี้”

คนส่วนใหญ่มักใช้แค่:

แต่พลังที่แท้จริงของ git stash คือการเข้าใจว่า Stash สามารถมีหลายได้หลายแบบ ตรวจสอบแต่ละ Stash และสามารถนำไปใช้ได้ที่ Branch ไหนก็ได้ตามต้องการ

ตัวอย่างคำสั่งสำคัญที่ควรรู้:

ทำไมมันถึงสำคัญ:

  • เก็บ Code ที่เขียนค้างไว้ได้ โดยที่ไม่ต้อง Commit Code ที่ยังไม่เรียบร้อย
  • ช่วยให้ย้าย Code ที่ทดลองทำไว้ข้าม Branch ได้ง่ายขึ้น
  • ช่วยกู้คืน Code กลับมาได้แม้หลังจากที่ Reset ไปแล้ว

ถ้าคุณสามารถใช้ Stash ได้อย่างเข้าใจ คุณก็จะไม่กลัวการถูกขัดจังหวะระหว่างทำงานอีกต่อไป

2. เปลี่ยน Commit ที่ยุ่งเหยิงให้กลายเป็น Story ที่อ่านแล้วเข้าใจด้วย Interactive Rebase

Git History ที่ดีควรอ่านได้เหมือน Story ไม่ใช่สะท้อนความคิดที่สับสนวุ่นวายเหมือนตอนที่กำลังไล่แก้ Bug

Interactive Rebase จะช่วยให้คุณสามารถ Reorder, Edit, Squash หรือแม้แต่ Rename การ Commit ได้ ซึ่งเป็นทุกอย่างที่จำเป็นในการเขียน Commit History ให้เป็นสิ่งที่ตัวคุณ (และทีมของคุณ) ในอนาคตสามารถเข้าใจได้

ตัวอย่างการใช้งานทั่วไป:

  • รวม 10 Commits เล็กๆ อย่าง “fix lint”, “typo”, “oops” ให้เหลือแค่ Commit เดียวที่ Clean ขึ้น
  • แก้ไข Commit Message ที่อ่านแล้วทำให้งง
  • แยก Commit ที่ใหญ่เกินไปให้เป็นหน่วยที่ย่อยลงเพื่อทำให้ดูสมเหตุสมผลมากขึ้น

History ที่ Clean ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องความสมบูรณ์แบบ เพราะมันช่วยให้ Review Code ได้ง่ายขึ้น, แก้ Bug ได้เร็วขึ้น และ ทำให้เพื่อนคนใหม่ที่เพิ่งเข้ามาในทีมเข้าใจได้ง่ายและเร็วขึ้น

3. ใช้ git restore และ git switch แทนคำสั่งเก่าที่เสี่ยงต่อการเกิดข้อผิดพลาด

หลายปีที่ผ่านมา คำสั่งด้านล่างนี้ถูกนำไปใช้งานในหลายบริบทเกินกว่าที่ควรจะเป็น

มันทำหลายอย่างมากเกินไป เช่น สลับ Branch, ลบ Files หรือสร้าง Branch ใหม่ เป็นต้น แค่พิมพ์ผิดนิดเดียวก็ทำให้เกิดความวุ่นวายได้ในทันที

แต่ตอนนี้มีทางเลือกใหม่ที่ปลอดภัยกว่า:

เพียงแค่นี้ก็ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดข้อผิดพลาด และช่วยให้เพื่อนร่วมทีมคนใหม่ๆ ไม่ผิดพลาดในจุดเดิม ๆ นอกจากนี้ยังทำให้คำสั่งของคุณอ่านง่ายและสื่อความหมายได้ชัดเจนขึ้นอีกด้วย

4. กู้คืน Code ที่ “หายไป” ด้วย git reflog

Reflog คือ Feature ที่คุณไม่รู้ว่าต้องการ จนกว่าคุณจะได้รู้ว่า Code ของคุณหายไปตลอดกาลแล้ว

มันช่วยเก็บบันทึกทุกจุดที่ Git เคยชี้ไป รวมถึง Commit ที่ไม่อยู่ใน Branch ใด ๆ อีกต่อไปแล้ว

สิ่งที่ Reflog ช่วยกู้คืนได้:

  • Hard Resets
  • Branch ที่ถูกลบ
  • Detached HEAD Experiments
  • Commit ที่ถูกเขียนทับ

เมื่อใดที่คุณกู้ Code ที่หายไปกลับคืนมาได้ คุณจะเข้าใจทันทีว่าทำไมคำสั่งนี้ถึงได้สำคัญ

5. ใช้ git cherry-pick เพื่อดึงการเปลี่ยนแปลงจาก Branch อื่น

บางครั้งคุณต้องการแค่ Commit เดียวจากอีก Branch โดยไม่อยาก Merge ทั้งหมด นี่คือสิ่งที่ทำให้ cherry-pick มีโดดเด่น

เหตุผลที่มันทรงพลัง:

  • ส่ง Hotfix ขึ้น Production ได้โดยไม่ต้อง Merge Dev Branch
  • ย้ายงานบางส่วนไปยัง Feature Branch อื่นได้
  • ลดความเสี่ยงจากการ Copy-Paste ที่ผิดพลาด

แม้มันจะเป็นคำสั่งที่ดูเรียบง่าย แต่กลับสามารถช่วยแก้ปัญหา Workflow ได้มากกว่าที่คุณคิด

6. ทำให้ Branch อัปเดตอยู่เสมอด้วย git pull –rebase

การ Merge ไม่ใช่เรื่องผิด แต่การ Merge Commit ที่ไม่จำเป็น ก็อาจทำให้ History รกรุงรังโดยใช่เหตุ โดยเฉพาะใน Repositories ที่มีการใช้งานอยู่อย่างต่อเนื่อง

นี่จึงเป็นเหตุผลที่หลายทีมใช้:

หรือแม้แต่ตั้งค่าให้เป็นค่าเริ่มต้นของ Git:

ข้อดี:

  • History เรียงต่อเนื่องเป็นเส้นเดียว ไม่รก อ่านเข้าใจง่าย
  • Debug ง่ายขึ้น
  • ลดโอกาสเจอ “Merge Hell” ในอนาคต

Rebase ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่หลายคนคิด และหากใช้อย่างถูกต้อง มันจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้อย่างมาก

7. สร้าง Branch ชั่วคราวเพื่อ “Safe-Mode Coding”

เชื่อว่าคงมี Developers บางคนที่เคยแก้ Code บน Main Branch แล้วก็ภาวนาให้ทุกอย่างไม่พัง

เพื่อแก้ปัญหาข้างต้น ก่อนจะทดลองอะไรก็ตาม คุณสามารถสร้าง Micro-Branch ก่อนได้:

ซึ่งจะช่วยให้คุณ:

  • มี Sandbox (พื้นที่ทดลอง) ที่ปลอดภัย
  • กล้าลอง Refactor Code ครั้งใหญ่ได้โดยไม่ต้องกังวล
  • เห็น diff (ความเปลี่ยนแปลงของ Code) ได้อย่างชัดเจน
  • ลบทิ้งได้ง่ายเมื่อเสร็จงานแล้ว

Branch ชั่วคราวจะช่วยให้คุณกล้าลองทำสิ่งต่างๆ โดยไม่ต้องกลัว

8. ใช้ .gitignore Template เพื่อลดข้อมูลรบกวนที่ไม่เกี่ยวกับ Code

แต่ละภาษามี Temporary Files จาก Ecosystem ของตัวเอง ซึ่งไม่ควรถูกนำขึ้นไปเก็บไว้ใน Repository

แทนที่จะเขียนไฟล์ .gitignore เองทุกครั้ง คุณสามารถใช้ Templates ที่ถูกคัดสรรมาแล้วได้:

.gitignore ที่ดีจะช่วยให้ Commit Clean ยิ่งขึ้น, ป้องกัน Credential หลุด และช่วยลดความรกใน diff ได้มาก

9. หา Bug ได้เร็วขึ้นด้วย git bisect

เชื่อว่า คำสั่งนี้จะให้ความรู้สึกมหัศจรรย์ในครั้งแรกที่คุณได้ลองใช้

เมื่อคุณไม่รู้ว่า Commit ไหนที่เป็นต้นเหตุของ Bug:

Git จะไล่ Commit Tree ให้โดยอัตโนมัติ และช่วยให้คุณค้นหา Commit ที่เป็นต้นเหตุของ Bug ได้อย่างรวดเร็ว ด้วยจำนวนขั้นตอนระดับ log₂(N)

ใน Repository ใหญ่ๆ นี่คือการเปลี่ยนการ Debug จากหลายชั่วโมงให้เหลือเพียงไม่กี่นาที

10. เขียน Commit Message ให้ฉลาดขึ้น (ทักษะที่ถูกมองข้ามมากที่สุด)

คงไม่มีเครื่องมือหรือคำสั่งไหน ที่ช่วยปรับปรุง Workflow ของคุณได้มากเท่าการเขียน Commit Message ให้ดี

Commit Message ที่ดี ต้องตอบคำถามเดียวให้ได้:

“ทำไมถึงต้องมีการเปลี่ยนแปลงนี้?”

ไม่ใช่ เปลี่ยนอะไร — Git แสดงให้เห็นอยู่แล้ว

ไม่ใช่ เปลี่ยนอย่างไร — diff ก็บอกอยู่แล้ว

แต่คือ ทำไม

ตัวอย่างการใช้งาน:

Commit Message ที่ดีจะช่วยให้สามารถ Debug ได้ง่ายขึ้น, ปูพื้นฐานให้คนใหม่ในทีมได้เร็วขึ้น และทำงานร่วมกันได้อย่างไหลลื่นขึ้นทันที

สรุป

และนี่ก็เป็น 10 เทคนิคที่ช่วยให้ Developer ใช้ Git ทำงานได้เก่งขึ้น การจะใช้ Git ได้เก่งขึ้นไม่ได้อยู่ที่การท่องจำคำสั่ง แต่คือการเข้าใจวิธีจัดการ Code อย่างมีระบบ เมื่อใช้ Git ได้ดี มันจะกลายเป็นตัวช่วยสำคัญที่ช่วยให้การทำงานของ Developer รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

 

 

รับตำแหน่งงานไอทีใหม่ๆ ด้วยบริการ IT Job Alert

 

อัพเดทบทความจากคนวงในสายไอทีทาง LINE ก่อนใคร
อย่าลืมแอดไลน์ @techstarth เป็นเพื่อนนะคะ

เพิ่มเพื่อน

 

บทความล่าสุด